www.aaefthai.com                         ข่าวคราวสมาคมนักเรียนเก่าฝรั่งเศส                           ภาษาไทย  FRANÇAIS
หน้าแรกประวัติความเป็นมาคณะกรรมการบริหารข่าวสมาคมฯบทความติดต่อเรา
สมัครสมาชิก
ทะเบียนสมาชิก

 

คุยกับ  Dan Brown  ผู้เขียน  DA VINCI CODE

  รองศาสตราจารย์ ดร.นงนภัส  ตาปสนันทน์                                                                                                                คณะมนุษยศาสตร์

                    หลังจาก The Passion of the Christ  หนังของ Mel Gibson  ที่จุดประกายเบื้องหลังความจริงบางประการในชีวิตของพระเยซู  ซึ่งก่อให้เกิดการถกเถียงในหมู่ผู้นับถือคริสต์ศาสนา  และหนังก็ประสบความสำเร็จมหาศาลแล้ว  จากนี้ไป  คอหนังทั้งหลายคงเฝ้าคอย  DA VINCI CODE   นวนิยายของ  Dan Brown    ที่ขายดิบขายดี   แปลเป็นภาษาต่าง ๆ  ถึง 40 ภาษารวมทั้งภาษาไทย  และกำลังถ่ายทำเป็นภาพยนต์โดยบริษัท Columbia Pictures  มี  Tom Hanks  แสดงเป็นศาสตราจารย์ Robert Langdon  ผู้เชี่ยวชาญด้านสัญลักษณ์วิทยาและถูกดึงตัวเข้ามาพัวพันกับคดีฆาตกรรม  ที่นำไปสู่การเผยความลับในรูปภาพของจิตรกรเอกของโลก คือ Leonardo da Vinci

                 นวนิยายเรื่อง DA VINCI CODE     ก็สร้างความฮือฮา  และข้อขัดแย้งเช่นกันในหมู่ผู้นับถือศาสนาคริสต์  โดยเฉพาะในประเด็นที่สนับสนุนข้อมูลด้านการมีภรรยาของพระเยซูจนทำให้จิตรกรเอก Da vinci   แอบเก็บความลับนี้ไว้ให้เป็นภาพปริศนาในผลงานชิ้นที่ชื่อว่า    The Last Supper

                 ข้อเท็จข้อจริงจะเป็นอย่างไรคงเป็นเรื่องของแต่ละบุคคลที่จะเลือกเชื่อ ไม่เชื่อ  หรือเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง  กันเอาเอง  แต่ตอนนี้ลองมาฟังวีธีการตอบคำถามของผู้เขียนคือ Dan Brown  เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว  ว่าเขายืนยันสิ่งที่ตนเขียนในนิยาย  หรือแบ่งรับแบ่งสู้อย่างไร

 คำถาม   -   ภาพยนต์เรื่อง “The Passion of the Christ” ของ Mel Gibson  ได้สร้างกระแสความขัดแย้งอย่างมาก   นวนิยายเรื่อง DA VINCI CODE    ของคุณเองก็ไม่เบา  ทำยอดขายได้ถึง 5 ล้านเล่ม  เหตุใดเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนาจึงได้รับความสนใจและมีผลต่อผู้คนจำนวนมากในสหรัฐฯ

D.B.   -    เทียบกับยุโรปแล้ว  สหรัฐเป็นประเทศที่ยังใหม่มากและผู้คนก็มีประสบการณ์ต่าง ๆ น้อยกว่า  โดยพื้นฐานสหรัฐฯเป็นชาติที่ให้อิสระด้านความเชื่อและการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ อยู่แล้ว  เราจึงเหมือนกับยังอยู่ในขั้นที่พยายามแสวงหาแนวคิดของตนเองในเรื่องของจิตวิญญาณและศรัทธา  ด้วยเหตุนี้  คนจึงให้การตอบรับแนวเรื่องคริสต์ศาสนาเป็นพิเศษ  พวกเขาจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับหนังสือของผมหรือหนังของ Mel Gibson  ก็ตาม  นั่นเป็นจุดเริ่มต้นให้พวกเขาได้โต้แย้งกันในประเด็นสำคัญที่เป็นเรื่องของปรัชญา  และไม่ว่าข้อสรุปของการโต้แย้งนี้จะเป็นอย่างไรก็ตาม  มันย่อมช่วยให้แต่ละคนได้เข้าใจศรัทธาของตนเองต่อศาสนาได้ดีขึ้น

คำถาม   -   ภาพยนต์ของ Mel Gibson  สื่อภาพพระเยซูแท้ ๆ “ตามขนบ”  ของไบเบิ้ล  ตรงข้ามโดย
สิ้นเชิงกับพระเยซูในหนังสือของคุณซึ่งเป็นชายที่แต่งงานแล้ว

D.B. -     นวนิยายของผมเปิดเผยรายละเอียดทางประวัติศาสต์บางประการที่ชวนให้ผมเชื่อว่าพระเยซูได้แต่งงาน  อย่างไรก็ดี  ต้องไม่ลืมว่านั่นเป็นเพียงแค่หนึ่งความเห็นเท่านั้น  เมื่อไรก็ตามที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเขียนเรื่องประวัติศาสตร์ (ซึ่งรวมทั้งนวนิยายและภาพยนต์ด้วย)  ประเด็นที่เราต้องจำให้มั่นก็คือข้อมูลที่นำมาเรียบเรียง  หรือนำเกร็ดมามาสร้างเป็นเรื่องแต่งนั้น  ไม่อาจแทนที่ประวัติศาสตร์ได้  มันเป็นแค่การตีความอย่างหนึ่ง  ความจริงในประวัติศาสตร์ก็ยังคงเป็นความลับภายใต้กาลเวลาอยู่นั่นเอง

คำถาม -     ในหนังสือของคุณ  มีรายละเอียดตรงไหนบ้างที่เป็นของจริงซึ่งมาจากผลงานของ Leonardo DA VINCIและตรงไหนเป็นสิ่งที่แต่งขึ้น

D.B. -     ผลงานทุกชิ้นของ Leonardo  ที่กล่าวถึงในนิยายล้วนแต่มีจริงทั้งสิ้น  และผมก็พยายามอธิบายชิ้นงานเหล่านั้นให้ชัดเจนถูกต้องที่สุด  ขณะเดียวกัน  ต้องไม่ลืมว่าที่เราเรียกกันว่า   “ความหมายของภาพวาด”  นั้นแท้จริงแล้วเป็นเรื่องของการตีความที่เป็นอัตตวิสัยแท้ๆ   ไม่มีใครสามารถรับรองได้หรอกว่าLeonardo DA VINCI  คิดอะไรอยู่ตอนเขาวาดผลงานชิ้นเอกเหล่านั้น

คำถาม -     Leonardo DA VINCI  เป็นสมาชิกสมาคมลับจริงหรือ

D.B. -     ตอนเริ่มเขียนเรื่องนี้  ผมก็ยังไม่แน่ใจนัก  ผมอยู่ในขั้นตอนที่คิดจะพิสูจน์ข่าวลือเรื่องการเป็นสมาชิกสมาคมลับของเขาว่าคงเป็นเรื่องที่สร้างขึ้นกระมัง  อย่างไรก็ตาม  หลังจากสองปีที่ผมเดินทางไป ๆ มา ๆ ทำวิจัยในเรื่องนี้ที่ยุโรปแล้ว  ผมจึงเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง  แน่นอนว่าในสมัยของ Leonardo DA VINCI  นั้นมีสมาคมลับอยู่แล้ว  และอัจฉริยะอย่างเขาก็คงเป็นปัจเจกชนผู้มีชื่อเสียงที่ได้รับเชิญให้เข้าเป็นสมาชิก  มีเอกสารหลายชิ้นที่เก็บไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ(ของฝรั่งเศส)ซึ่งสามารถสนับสนุนข้อสมมุติฐานนี้  แต่คงไม่สามารถนำมาใช้ในแง่ที่จะพิสูจน์ความเป็นจริงได้  จะอย่างไรก็แล้วแต่ Leonardo DA VINCI  ก็เป็นบุรุษที่กุมความลับไว้หลายอย่าง  และมีความลับหลายอย่างเช่นกันที่แฝงอยู่ในผลงานของเขา

คำถาม -     ทำไมคุณจึงมาสนใจเรื่องทางศาสนาอย่างลัทธิ ésotérisme   และสัญญลักษณ์ต่าง ๆ

D.B. -     แม่ผมเป็นนักเล่นออร์แกนในโบสถ์  ส่วนพ่อเป็นศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์  ผมจึงเติบโตมาท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างความเชื่อทางศาสนากับความคิดแบบวิทยาศาสตร์  ความหลงใหลในศาสตร์ทั้งสองที่ตรงกันข้ามนี้  ทำให้ผมสนใจศึกษาลัทธิคำสอนของศาสนาโบราณอย่าง  วิชาเล่นแร่แปรธาติ  ลัทธิ  kabbale    หรือศาสตร์ลึกลับอื่น ๆ   และภาษาสัญลักษณ์โบราณอีกมากมาย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมสนใจเรื่องอิทธิพลความคิดของนักปรัชญาและนักเทววิทยารุ่นแรก ๆ ที่มีต่อความเชื่อของคนปัจจุบัน  ผมชื่นชมคลั่งใคล้ในงานของ Leonardo DA VINCI ครั้งแรกก็ที่มหาวิทยาลัยเมืองเซวีณย่า

คำถาม -     คุณเปิดประเด็นเรื่อง “ความลับในผลงานของ Leonardo DA VINCI”  จริง ๆ แล้วความลับที่ว่านั่นคืออะไร

D.B. -     ถ้าเปิดเผยความลับนี้  ก็จะทำให้อ่านหนังสือไม่สนุกน่ะสิ   เท่าที่ผมบอกได้ก็คืองานของเขาเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ดังมากเรื่องหนึ่ง ในประวัติศาสตร์…เป็นตำนานที่ทุกคนคุ้น ๆ กันดี  มีการซุบ ๆ ซิบ ๆ เกี่ยวกับข่าวลือข่าวเล่าอ้างเรื่องขบวนการนี้กันมาเป็นศตวรรษ ๆ แล้ว  โดยปรากฎในเอกสารภาษาต่าง ๆ มากมาย  รวมทั้งอยู่ในงานศิลป  ในดนตรีและวรรณคดีด้วย    หนึ่งในข้อพิสูจน์ที่สำคัญที่สุดของขบวนการนี้ก็มาจากภาพวาดต่าง ๆ ของ Leonardo DA VINCI    ซึ่งดูเหมือนจะเต็มไปด้วยภาพสัญลักษณ์ลึกลับ  แปลก ๆ และรหัสต่าง ๆ   นักประวัติศาสตร์ศิลป์ทุกคนเห็นพ้องกันว่าผลงานของ Leonardo DA VINCI  นั้นตีความได้หลายระดับ  และมีอะไรมากกว่าที่เห็นอยู่ในภาพ   นักวิชาการหลายคนคิดว่า Leonardo DA VINCI  ตั้งใจใส่เงื่อนงำต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่ความลับสำคัญ  โดยมีกลุ่มลัทธิซึ่ง Leonardo DA VINCI  อาจเป็นสมาชิกด้วยนั้น  ได้ช่วยกันรักษาความลับนี้ตลอดมาจนปัจจุบัน

คำถาม -     ในหนังสือของคุณ  ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของกลุ่ม Opus Dei  ซึ่งเป็นแคธอลิคกลุ่มหนึ่งที่มีอิทธิพลสูง   กลุ่มนี้มีบทบาทอย่างไรในวงการคริสต์จักรปัจจุบัน

D.B. -     แม้ผมไม่อาจตอบคำถามนี้ได้ในนามของกลุ่ม Opus Dei  แต่ผมคิดว่ากลุ่มศาสนานี้มีเจตนาที่จะกระตุ้นผู้คนให้ใส่ใจในคุณค่าของการเป็นแคธอลิคที่เคร่งครัดมากขึ้น   สมาชิกของกลุ่มนี้ร่วมกันสร้างความฝันอันยิ่งใหญ่ที่จะทำให้  “งานของพระเจ้า”  เป็นจริง  (คำว่า Opus Dei   แปลตรงตัวว่า  งานของพระเจ้า)

คำถาม -     เขาพูดกันว่า  เพื่อที่จะเขียนงานชิ้นนี้  คุณจำเป็นต้องพึ่งพิธีกรรมแปลก ๆ  จริงหรือไม่

D.B. -     ขึ้นอยู่ว่าคุณจะหมายความอย่างไรกับคำว่า “แปลก”  ผมเริ่มลงมือเขียนแต่เช้าตรู่มากของทุกวัน  ถ้าผมไม่เริ่มนั่งโต๊ะทำงานตั้งแต่ตี 4 ละก็  ผมจะรู้สึกสูญเสียช่วงเวลาที่ผมทำงานได้มากที่สุดไป  นอกจากนั้น  บนโต๊ะผมมีนาฬิกาทรายของเก่าอยู่หนึ่งอัน  ทุกชั่วโมง  ผมจะลุกขึ้นมายืดแข้งยืดขา  และบริหารร่างกายเล็ก ๆ น้อย ๆ   ซึ่งมันช่วยให้เลือดลมและความคิดแล่นดี  ผมมีเครื่องออกกำลังที่ชอบมาก  ชิ้นหนึ่ง  มันช่วยให้ผมยืนเอาเท้าชี้ฟ้าได้  การได้กลับหัวลงพื้นเช่นนี้ช่วยให้มุมมองของผมต่อสิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง  และช่วยผมแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดจากการสร้างปมหรือเงื่อนงำในเรื่อง

                 ดูเหมือนว่า  คำตอบของ Dan Brown  ก็ยังเป็นปริศนาต่อความจริงในชีวิตของพระเยซูอยู่นั่นเอง  แม้จะมีหลายคนออกมาพยายามเขียนหนังสือ   “ถอดรหัส”  หนังสือของ Dan Brown อีกทีเพื่อชี้ให้เห็นข้อผิดพลาด  ความคลาดเคลื่อน  ในการตีความของเขาก็ตาม  แต่ข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ  การทำงานหนักของนักเขียนนวนิยายอิงประวัติศาสตร์  เช่นกรณี ของ Dan Brown  ที่อย่างน้อยก็โชคดีไปอย่างที่มีภรรยาเป็นนักประวัติศาสตร์ศิลป์ซึ่งคงช่วยงานเขาได้มาก   อย่างไรก็ตาม  บางครั้งนักเขียนก็อาจ “เบลอ”  หรือ “มั่ว” ได้เหมือนกัน  เมื่อต้องพะวงกับการวาง “พลอต”  ให้ตื่นเต้น  เร้าใจให้ติดตาม  ไว้ท้ายทุกบท  อย่างเช่น  การที่ Dan Brown  กำหนดให้ตัวเอก   Robert Langdon และ Sophie Neveu  แสร้งทำว่าขึ้นรถไฟที่สถานี Saint Lazare  ที่กรุงปารีส  เพื่อไปเมือง Lille  นั้น  (บทที่ 35 จากฉบับแปลชื่อ  รหัสลับดาวินชี. สำนักพิมพ์อมรินทร์. พิมพ์ครั้งที่ 8.สิงหาคม 2547) ) Dan Brown  พลาดไปหน่อยที่ไม่ได้คำนึงข้อเท็จจริงว่า  จากสถานี Saint Lazare ขบวนรถไฟจากปารีสจะมุ่งไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ  ขณะที่เมือง Lille อยู่ทางเหนือใกล้ประเทศเบลเยี่ยม  จึงต้องขึ้นรถไฟจากสถานี Gare du Nord !

ที่มา     -   “Un entretien avec Regis Le sommier”, PARIS-MATCH. No.2859 (4-10 mars) 2004, p.32

_______________________________________________________

*พิมพ์ครั้งแรกใน  ข่าวรามคำแหง  ปีที่ 35 ฉบับที่ 1 (25 เม.ษ.-1 พ.ค.) 2548. หน้า 8

 

               ขอเชิญชวนนักเรียนเก่าฝรั่งเศสติดต่อให้ข้อมูลเพื่อจัดทำทะเบียนสมาชิกได้ที่นี่  นอกจากนั้น หากท่านมีคำแนะนำ ติชมเกี่ยวกับเว็บไซต์ประการใด ทางคณะผู้พัฒนาเว็บไซต์ยินดีรับฟัง และนำไปปรับปรุง เพื่อให้สมาชิกสมาคมฯได้รับประโยชน์สูงสุด  กรุณาส่งข้อมูลของท่านมายัง e-mail : admin@aaefthai.com
 

สมาคมนักเรียนเก่าฝรั่งเศส  65 ถนนสุขุมวิท 61 เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110 โทร. 01 6483373

Association des Anciens Elèves de France  65 Sukhumvit 61 Rd. Wattana Bangkok 10110 Tel. 01 6483373

คณะทำงานพัฒนาเว็บไซต์ www.aaefthai.com : มลฑล ลามาช / กษิติ กมลนาวิน

e-mail : admin@aaefthai.com